วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

การอ่านคำสมาส


การอ่านคำสมาส
๑.     การอ่านแบบมาตรฐาน  เป็นการอ่านออกเสียงคำหน้ากับคำหลังให้ต่อเนื่องกันและจะต้องอ่านตัวสะกดของคำต้นให้มีเสียงสระประสมอยู่ด้วย  เช่น
โลกธรรม (โลก – กะ – ทำ )เป็นคำสมาส
อักษรศาสตร์ ( อัก – ษร – ระ – สาด ) ก็ใช่คำ
กิจวัตร ( กิด – จะ –วัด) งานประจำ
กุศลธรรม ( กุ – ศล – ทำ ) วุฒิสภา ( วุด – ทิ – สะ – พา )
๒.  อ่าตามความนิยม เป็นการอ่านไม่ตรงตามหลักเกณฑ์   จะอ่านโดยคำนึงถึงความไพเราะแลละความสะดวกในการออกเสียง  เช่น
ตั้งจิตอธิษฐาน ( อะ – ทิด  - ถาน )  ขอให้ผ่านกาลเวลา ( กาน – เว – ลา )
ชื่นชมกรมพระยา ( กรม – พระ – ยา )  รู้รักษาจรรยา ( จัน – ยา )
จะกลับภูมิลำเนา ( พูม – ลำ  -เนา ) ไปบ้านเราลพบุรี ( ลบ – บุ – รี )
จะไปอุทัยธานี ( อุ – ทัย – ทา – นี )  สุพรรณบุรี  ( สุ – พัน – บุ – รี  )
สมุทรปราการ  ( สะ – หมุด – ปรา – กาน )


การอ่านตัว   
๑.  ออกเสียงเป็น    เช่น  บัณฑิต  บัณเฑาะว์
๒.  ออกเสียงเป็น    บัณฑูร  มณฑา  มณฑล   กรีฑา

การอ่านคำแผลง


การอ่านคำแผลง
๑.     คำเดิมเป็นพยางค์เดียว  และมีพยัญชนะต้นเป็นคำควบกล้ำเมื่อแผลงเป็น    พยางค์   จะต้องอ่านออกเสียงพยางค์หลังให้มีเสียงวรรณยุกต์เหมือนกับ  คำเดิม  เช่น
คำว่ากราบ  แผลงเป็น  เช่น   กำราบ  (กำ – หราบ )
คำว่ากลับ   แผลงเป็น  เช่น   กระหลับ  ( กระ – หลับ ) ได้
คำว่าตรวจ  แผลงเป็น  ตำรวจ ( ตำ – หรวด ) ตรวจทั่วไป
คำว่าเสร็จ  แผลงเป็น  สำเร็จ ( สำ – เหร็ด ) ได้ในวันนี้

๒.    คำเดิมที่มีพยัญชนะต้นเป็นอักษรเดียว  ไม่มีควบกล้ำเมื่อแผลงแล้วให้อ่านออกเสียงตามรูปที่ปรากฏ  เช่น
คำว่าแจกเป็น ( จำ – แนก )
ช่วยก็แยกเป็น ( ชำ – ร่วย )
( อำ – นวย )   มาจากอวย
แสดงด้วยช่วย ( สำ – แดง )
การอ่านตัว   
๑.  ออกเสียงเป็น รึ  ถ้าตามหลังตัว  ค น พ ม ห  เช่น  คฤหัสถ์  นฤบดี  หฤหรรษ์  พฤหัสบดี
๒.  ออกเสียงเป็น  ริ  ถ้าตามหลังด้วย    ต ท ป ศ ส  เช่น  กฤติกา  ตฤน  ทฤษฎี
๓.  ออกเสียงเป็น  เรอ  เช่น  ฤกษ์

การอ่านอักษรนำ

การอ่านอักษรนำ
๑.      คำใดที่มีอักษรสูงหรืออักษรกลางนำอักษรต่ำเดี่ยวให้อ่านออกเสียงพยางค์หลัง  ผันเสียงตามตัวนำ  เช่น
                      ตลอด ( ตะ – หลอด )ไปตลาด  ( ตะ – หลาด)  เยี่ยมฉลาด  (ฉะ – หลาด ) มีจริต  (จะ – หริด )
                      ฉลู ( ฉะ – หลู ) ดูตงิต ( ตะ – หงิด ) ชอบขนด ( ขะ – หนด ) จรด ( จะ – หรด )               อร่อย (  อะ-หร่อย)
๒.  คำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศ  เช่น  ภาษาบาลีสันสกฤต  เขมร ฯลฯ   นำมาอ่านแบบอักษรนำตามอักขรวิธีของไทย  เช่น
           ดิลก ( ดิ – หลก ) ชกอริ ( อะ – หริ  )                   ส่วนสิริมีกิเลส ( กิ – เหลด )
              สลุต ( สะ – หลุด ) หยุดสังเกต                              คำอังกฤษติดมาหนึ่ง
๓.  การใช้    นำอักษรเดี่ยว  หรือการใช้ อ นำ ย  ไม่ต้องออกเสียง    และ     แต่ให้ออกเสียงกลืนกันไป  ตามเสียงพยัญชนะตัวนำ  เช่น
อย่าอยู่อย่างอยาก
                       หากหวังใหม่มาก         ลำบากเหลือหลาย
                       หนูแหวนหวือหวา        จะอย่าอย่าอาย
                       หาแหวนหรือหวาย         พ่อหม้ายใหญ่โต

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วรรคทองในวรรณคดี



 วรรคทองในวรรณคดี    
     
          เป็นภาษาที่ใช้วรรณศิลป์ทั้งด้านการใช้คำและก่อให้เกิดจินตภาพเป็นอย่างดี  มีเนื้อหาที่ควรค่าต่อการจดจำของคนไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน    ดังนั้นเราก็ควรที่จะรู้ไว้เพื่อจะได้เป็นผู้ที่มีความตระหนักและเห็นคุณค่าของภาษาไทยและวรรณคดี (วรรณกรรม)  ไทยของเรา
          วรรคทอง  นั้น  ตามความหมายที่ได้ศึกษามาแต่วัยเยาว์ เพื่อเป็นการประมวลความรู้ของตนเอง  ในโอกาสนี้จึงขอให้ความหมายของคำว่าวรรคทองโดยนิยามด้วยตนเอง       วรรคทอง  คือ  คำประพันธ์บางส่วนหรือบางบทที่มีคุณค่าต่อจิตใจของหมู่ชน  ชวนให้จดจำ  เป็นบทที่กินใจ  ด้วยคำประพันธ์ดังกล่าวนั้นมีการเรียงร้อยคำที่ไพเราะ  อีกทั้งให้พลังในด้านความรู้สึกที่ชัดเจนและสะเทือนอารมณ์ก่อให้เกิดจินตภาพ  (ภาพที่เกิดจากความนึกคิดหรือที่คิดว่าควรจะเป็นเช่นนั้น  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ภาพลักษณ์ )   “จินตภาพ”  หรือ  “ภาพลักษณ์”  นี้  ตามความหมายในพจนานุกรมไทยมีความหมายตรงกับคำที่บัญญัติศัพท์มาจากภาษาอังกฤษคือ  คำว่า  “image”  
          คำว่า  “ทอง”  เปรียบได้กับสิ่งที่มีคุณค่าแห่งจิตใจ  ทองหากเทียบกับเงินแล้วย่อมมีพลังในด้านราคามากกว่า  แต่ในด้านวรรณกรรมเราจะไปใช้กับราคาก็ไม่เหมาะ  เพราะเงินไม่สามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้เสมอไป


วันนี้เก็บ"วรรคทอง" ในวรรณคดีที่อ่านจากหนังสือเล่มต่าง ๆ มาฝากกันค่ะ

                              เกิดมาต้องร่าเริงเข้าไว้                  จะบูดบึ้งทำไมไม่สดชื่น

          หัวเราะเป็นเล่นหรือจริงยิ่งครึกครื้น                  อายุยืนหมื่นปีดีไหมล่ะ?

                         เวทีโลกโชคเราเข้ามาเล่น                  ต้องรำเต้นเต้นรำตามจังหวะ

                          ควรถี่ห่างอย่างไรไว้ระยะ                 จะเป็นพระหรือนางอย่างเดียวกัน

                                  ในโลกนี้มีทั้งสุขสนุก                 ค้นไม่พบต้องทุกข์เป็นแม่นมั่น

                       ทิ้งอบอุ่นวุ่นหาแต่หนาวนั้น                 โทษใครนั่นขอได้โปรดโทษตนเอง

                    คนหน้าเศร้าคือเขาดื่มยาพิษ                 ทอนอายุเป็นนิจไม่เหมาะเหมง

                 คนสำราญเบิกบานใจครื้นเครง                 เขาปลั่งเปล่งลิ้มรส "อมฤต"

                                                                                             "ครูเทพ"

                                                                                 (โคลงกลอนของครูเทพ)